ผู้เขียน หัวข้อ: จากรอยแผล สู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ภูผาแดง  (อ่าน 254 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ toon

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 158
  • เรตติ้ง: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
“การเดินทางนั้น ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง อาจทำให้มองเห็นความเป็นไปของโลกและชีวิตได้จากในอีกแง่มุมหนึ่ง..”



ผู้มาเยือนห่อไหล่เบาๆ ด้วยความเย็นเฉียบของอากาศหนาวต้นเดือนธันวา ที่พร่างพรูเข้ามากระทบกาย และใบหน้าอันบอบบาง ขณะนั่งอยู่ท้ายรถกระบะ ที่บังคับพวงมาลัยเคลื่อนไปทางซ้ายที ขวาที ตามความสูงชัน ลาดต่ำ สลับกันไปตามเส้นทาง คดโค้ง ยาวไกล เป้าหมายคือ จุดชมวิวภูผาแดง พร้อมกับสื่อมวลชน รวมทั้งเยาวชนจากอำเภอคอนสาร จ.ชัยภูมิ และชาวบ้านห้วยระหงส์ บ้านห้วยกลฑา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ในคราบของนักมัคคุเทศก์  ในชื่อกลุ่ม "เครือข่ายท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ภูผาแดง"

“อัน..!! เส้นทางเข้าไปจุดชมวิวผาแดง รถขึ้นไม่ถึงนะคะ ต้องเดินเท้าขึ้นไปประมาณ 300 เมตร ค่ะ”

ขณะที่รถค่อยๆชะลอความเร็ว และหยุดนิ่งให้คณะผู้มาเยือนบนรถคันดังกล่าวกว่า 10 ชีวิต ลงสัมผัสพื้นดินน้ำเสียงใสๆปราศจากการเจือจางใดๆ ด้วยสำเนียงพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของคน “ไทหล่ม หรือลาวหล่มสัก”

เจ้าของเสียงนั้นชื่อ กุสุมา คำพิมพ์ หรือน้องเมย์ มัคคุเทศก์สาวน้อย จากบ้านห้วยกลฑา ต.ปากช่อง       อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ น้ำเสียงกล่าวต้อนรับของเธอ สร้างความอบอุ่นให้กับปลายทาง ด้วยความอ่อนโยน นุ่มนวล และระอุไปด้วยไออุ่น ได้เป็นอย่างดี


“เหตุที่มีผ้าแดง ผูกตามต้นไม้ ตลอดจนริมทางเดินด้วยความเคารพสักการะเจ้าพ่อภูผาแดง จึงใช้ผ้าสีแดงเป็นสัญลักษณ์”

ใบหน้ามัคคุเทศก์สาวน้อย ค่อยๆหันมาในลักษณะเดียวกับผม ก่อนเอ่ยคำตอบนั้นออกมาแข่งกับเสียงลมที่หวีดคำราม กระทบยอดกอไผ่ ขณะที่ผู้มาเยือนถามด้วยความแปลกใจ ด้วยเห็นผ้าสีแดงเต็มไปหมด ในช่วงที่กำลังเดินไต่ระดับความสูง สู่ยอดภู



น้องเมย์บอกพวกเราด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ว่า

“จุดชมวิวบนผาแดง มีลักษณะเด่นที่เป็นชะง่อนหินยื่นออกไปในอากาศ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่าเจ็ดร้อยเมตร จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของผืนป่าเบื้องล่างได้โดยรอบ นอกจากบรรยากาศที่สวยงาม ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกล้วยไม้ป่าหลากสีสัน หลายสายพันธุ์ ให้ผู้มาสัมผัสได้ชื่นชมความงาม รวมทั้งทิวทัศน์ของป่าเปลี่ยนสีในบริเวณเขตเทือกเขาน้ำหนาว เป็นสีแดงตลอดผืนป่า เมื่อมองลงจากภูผาแดงนี้...”

สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนได้มาสัมผัส ภายหลังการแถลงข่าว เปิดประตูสู่ผืนป่าอีสานตะวันตก สู่เส้นทางเรียนรู้นิเวศวัฒนธรรมภูผาแดง ณ  สะพานห้วยตอง ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 ธ.ค.54 คือ ความฉ่ำเย็นของศูนย์อนุรักษ์ห้วยอีปุ่ม ปูหิน กบภูเขา ที่บ้านห้วยกลฑา น้ำในธารนี้ทั้งงดงาม เย็นฉ่ำ บริสุทธิ์ ดารดาษไปด้วยกรวดทราย แวววาว ทรงความงดงามดุจดังเพชรงามน้ำหนึ่ง ลำห้วยนี้ถือว่าเป็นสมบัติของลูกหลานแห่งผืนแผ่นดิน เอื้อประโยชน์ให้ชาวบ้านป่าได้อาบกิน ทั้งนกกา และสัตว์นานาชนิด

มัคคุเทศก์คนเดิม กล่าวว่า สิ่งที่เป็นเครื่องประจักษ์ถึงความใสเย็น ได้เป็นอย่างดีคือ ลูกอ๊อดหรือกบภูเขา เพราะเป็นสัตว์ที่สามารถอยู่ได้เฉพาะในเขตน้ำสะอาด ปราศจากสิ่งปฎิกูลใดๆ เนื่องจากอีปุ่มเป็นสัตว์ที่ผิวหนังอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม แอ่งน้ำจึงต้องปลอดจากสารเคมี ดังนั้น อีปุ่มจึงถือได้ว่าเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า และระบบนิเวศ ได้เป็นอย่างดี

หลังจากความชุ่มฉ่ำใจไปกับห้วยอีปุ่ม ภูพร้าวเป็นป่าชุมชนอีกแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านได้ช่วยกันดูแลมาหลายปี เสน่ห์ของป่าภูพร้าวอยู่ที่กล้วยไม้ และพืชสมุนไพรนานาชนิด ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สำคัญในท้องถิ่น กลุ่มชาวบ้านได้พานั่งรถอีโก่ง ลัดเลาะขอบเขา ไต่ความสูง ทางคลุ้ง ฝุ่นตลบ จนถึงจุดสูงสุดของเทือกเขา ก่อนเดินเท้าชมความสมบูรณ์ของผืนป่าโดยรอบ กับบรรยากาศและธรรมชาติที่สวยสด งดงาม และทรงคุณค่า

ผู้มาเยือนได้ทราบข้อมูลมาก่อนหน้านั้นว่า เครือข่ายองค์กรชาวบ้านและพื้นฟูป่าภูผาแดง ได้มีการรวมตัวกันของชาวบ้านในพื้นที่ ที่เดือดร้อนเรื่องปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนในพื้นที่บ้านห้วยระหงส์ ห้วยกลฑา และบ้านห้วยหว้าน้อย มีการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ป่าหลายอย่าง เช่นการทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การปลูกป่า การบวชต้นไม้ เป็นต้น

 




โปรแกรม เปิดประตูสู่ผืนป่าอีสานตะวันตก สู่เส้นทางเรียนรู้นิเวศวัฒนธรรมภูผาแดง

 

ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ อีกบทหนึ่งในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และพร้อมที่จะก้าวไปกับมัคคุเทศก์น้อยคนในพื้นที่ ที่รู้ลึก ชัด และคมกว่า โดยกำหนดการท่องเที่ยวเส้นทางสายนี้ โปรแกรมวันแรก มัคคุเทศก์จะนำไปชมลานนกเจ่า ชุ่มฉ่ำเย็นไปกับลานน้ำตกที่พร้อมจะเป็นบรรยากาศแห่งความประทับใจแก่ผู้มาเยือน จากนั้นจะมาพบกันที่สถานีอนามัยบ้านห้วยระหงส์ โดยจะได้รับการสัมผัสกาย ให้คลายความเมื่อยล้า ด้วยการนวดคลายเส้น ก่อนจะไปชื่นชมพระอาทิตย์สิ้นแสงหยาดสุดท้ายที่ภูผาแดง และลงมาพักผ่อนค้างคืนกับชาวบ้าน ในรูปแบบโฮมสเตย์ ต่อรุ่งเช้าด้วยการไปสัมผัสกับธรรมชาติที่ห้วยอีปุ่ม ก่อนจะไปสักการะศาลเจ้าพ่อภูผาแดง และเดินทางกลับ

ประกันได้ว่า หลังจากมาสัมผัสแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะสร้างความประทับใจแด่ท่าน อย่างมิรู้คลาย กับธรรมชาติ ที่ยังคงงดงามเป็นธรรมชาติ รวมทั้งความเป็นมิตรที่ดีของชาวบ้านที่อยู่กับป่า ซึ่งตลอด 1 คืน กับ 2 วันนี้ รายได้ที่คิดต่อคนๆล่ะ 1,000 บาท      10% นั้น จะเป็นการส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ และมัคคุเทศก์น้อย สำคัญที่สุดคือ การได้เรียนรู้ประโยชน์ของป่า และกระบวนการต่อสู้ของชุมชนที่ปกป้องป่าผืนนี้ไว้

 

 

รอยแผลเก่า เขาก็เป็นคนอยู่ในแผ่นดิน

ได้รับการบอกเล่าจากคนในพื้นที่ว่า ภายหลังที่มีพระราชกฤษฏีกาประกาศวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 บนเนื้อที่กว่า 146,845 ไร่ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำป่าสักฝั่งซ้าย ใจกลางพื้นที่นี้ ชาวบ้านต่างตั้งรกรากหากินอยู่กับป่ามาช้านาน นับแต่ปี พ.ศ. 2460 ท้ายที่สุดนำมาสู่ความขัดแย้ง เมื่อมีการประกาศให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และใช้กำลังข่มขู่ จับกุมชาวบ้านที่อาศัยในเขตดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ที่ถือครองทำประโยชน์มาก่อน ทั้งสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ป่าไม้

เหตุการณ์ข่มขู่ คุกคามชาวบ้าน เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2548 เปล่งสัญญาณถึงความรุนแรง ที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง ได้กระทำต่อชาวบ้าน ด้วยความป่าเถื่อน บ้าคลั่ง ทั้งกรณีพิพาทการกำหนดพื้นที่หมู่บ้านห้วยกลฑา เป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ของสำนักบริหารในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 11 ทำให้เกิดปัญหาการทับซ้อนสิทธิในที่ดินทำกิน ทั้งในเรื่องการที่ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ในป่า หาเห็ด หาหน่อไม้ เข้าไปทำไร่ก็ถูกจับ ส่งผลให้ชาวบ้าน ได้รับความเดือดร้อน

กระทั่งวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ได้เกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านห้วยกลฑากับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาพันธุ์สัตว์ฯ มีการแจ้งให้ดำเนินคดีกับชาวบ้านว่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ทั้งๆที่ชาวบ้านไม่มีพฤติกรมดังกล่าว รวมถึงเหตุการณ์การยิงปืนในบริเวณรอบหมู่บ้าน และมีการกระทำข่มขู่ชาวบ้านที่ไปเก็บเห็ด หาหน่อไม้ รวมทั้งไปทำไร่ เป็นต้น

ประเสริฐ จันทร์เทศ ประธานเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาและทิศทางความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นภาพความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของโครงการฯ ที่เกิดจากการอนุรักษ์ เกิดสำนึกหวงแหน เกิดการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ให้เกิดการยอมรับกันขึ้น   ซึ่งสามารถจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ของชาวบ้านที่อยู่กับป่าได้ว่า ป่านั้นเป็นของพวกเราที่จะช่วยดูแลรักษา ไม่ใช่ให้คนอื่นมาทำลาย หรือขึ้นอยู่กับกฎหมายที่คนอื่นเป็นคนกำหนด อ้างสิทธิที่ไม่ชอบธรรม ไล่ชาวบ้านออกจากป่า


“ถือเป็นนิมิตหมายดี จากที่เคยประสบปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน มาแต่ครั้งปี 2542 หลังการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ภูผาแดง ในวันนี้ชาวบ้านในแนวเขตดังกล่าว ได้มิต้องหวาดหวั่นในสิทธิที่พวกเขาเหล่านั้นสามารถกำหนดอนาคตของเขาเองได้ ในการที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่วมมือกับชาวบ้าน ในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม ที่ชาวบ้านต่างเคยดำเนินชีวิต ตามครรลองของธรรมชาติ ตามแบบดั้งเดิมของบรรพบุรุษ” ประธานฯกล่าวเพิ่มเติม

ครุ่นคิด บนแท่นซะง่อนหิน

แสงแดดยามบ่ายแก่ๆดูอ่อนแรง ละเลงจางๆ เมื่อความเย็นของลมฟ้าอากาศแผ่ปกคลุมเหนือบนภูสูง ความเยือกเย็นโชยมาเตะต้องกายอย่างแผ่วเบาเช่นนี้แหละทำให้ต้องกระชับอ้อมกอดให้ความอบอุ่นแก่ตนเอง ผู้มาเยือนยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งผาชะง่อน ที่ยื่นออกมาจากระดับผืนดินนั้น ในใจคิดอะไรมากมายไปนานเท่าไรไม่รู้ รู้เพียงว่าการเดินทางนั้น ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง อาจทำให้มองเห็นความเป็นไปของโลกและชีวิตได้จากในอีกแง่มุมหนึ่ง

จึงเป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่พวกเขาอาศัยอยู่กับป่า ควบคู่ไปกับการปกป้องดูแลป่า ที่เป็นของพวกเขาเหล่านั้นสามารถยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืน การจัดการป่าที่ทำโดยรัฐ ที่ใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือ ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้านอย่างมากมาย ถ้ารัฐสามารถให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า อย่างที่ชาวบ้านกำลังทำอยู่ในขณะนี้ เชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านจะเกิดขึ้นน้อยมาก

ต่างคนย่อมมีจุดหมายการเดินทางต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่อาจบังเกิดความรู้สึกเหมือนกัน นั่นคือความผูกพัน บางคนอาจผูกพันกับสถานที่ แต่อีกคนอาจจะผูกพันทั้งสถานที่และผู้คน อย่างไรก็ตาม ใครที่เกิดความรู้สึกเช่นนั้น ย่อมเกิดอารมณ์เศร้า เมื่อยามจาก

“แม่..!! เงินเฮาก่ะบ่มี ที่ทำกินก่ะบ่มี เพิ่ลสิมาไล่เฮา แล้วพวกเฮาสิไปอยู่ใด๋…”

ประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด ที่ผู้เขียนเคยรับรู้มาว่า เป็นคำพูดที่หล่นออกจากปากของเด็กสาวชาวบ้านห้วยกลฑา พูดขึ้นกับแม่ คราวเมื่อถูกเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ฯ และตำรวจกว่า 40 คน พร้อมอาวุธปืนที่กระชับอยู่ในมือ เข้าล้อมพร้อมที่จะปะทะกับชาวบ้าน ในวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ขณะนั้นเด็กสาวคนนั้น อายุราว13 ปี ถึงวันนี้เธอคงเป็นสาวน้อย(มัคคุเทศก์)ในวัย 20 ต้นๆ แน่นอนว่า เป็นคำพูดที่ไม่ได้เอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย แต่ลึกข้างในมันเป็นความรู้สึกหวงแหนผืนแผ่นดินที่กำลังถูกแย่งไป

หากมีโครงการเข้ามารุกไล่ ยึดที่ทำกิน และเบียดขับพวกเขาลงจากเทือกภูไปอยู่ที่อื่นอีก ผู้เขียนนึกภาพแล้ว ความทุกข์ทนสาหัส ผลกระทบที่พวกเขาจะได้รับ นอกจากผืนดินที่เป็นแหล่งที่เพาะปลูกทำกินแล้ว ไออุ่นจากผืนดินนี้ รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่ครั้นบรรพบุรุษอย่างยาวนาน จะพลันสูญสลายตามไปด้วย

ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปไม่นาน กลางคืนหอบเอาความมืดมิดเข้ามาปกคลุม ผู้เขียนนิ่งคิดอะไรไปเรื่อย รู้สึกตัวเมื่อรถวิ่งมาถึงหน้าด่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เพื่อมุ่งสู่ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เมื่อไร อย่างไม่รู้ตัว

เหมือนคำตอบรวมทั้งคำถามอยู่ในอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ผู้เขียนไม่สามารถพูดอะไรออกไปตรงๆ ช่วงที่ผู้เขียนจะกลับไป แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ได้รับฟังเรื่องราวจากน้องเมย์ รวมทั้งเพื่อนบ้านของเธอ แม้เธอจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ  ทว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ มีส่วนสำคัญอย่างดีที่สุด ที่สามารถทำให้กิจกรรมต่างๆนี้ ดำเนินไปอย่างราบรื่น

แน่นอนว่าเธอและครอบครัวก็มีปัญหาไม่ต่างไปจากชาวบ้านคนอื่นๆ แต่น้องเมย์ ในบทของนักมัคคุเทศก์สาวน้อยคนนี้ ไม่เคยหยิบเอากรณีปัญหาของตัวเองมาพูดถึงเลย ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ให้ความสำคัญของปัญหาตัวเอง แต่สิ่งที่เธอเข้าใจในบทบาทของตัวเองในหลายวันที่ผ่านมานี้ คือ ความตั้งใจในการทำหน้าที่ ในการเป็นกระบอกเสียงอย่างหนึ่ง ในเรื่องของสิทธิ ความเป็นวิถีชีวิตในชุมชนของพวกเธอ ที่จะส่งผ่านความคิดให้กับสังคมได้รับรู้ว่า ป่านั้นคือชีวิต คือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา ป่านั้นคือความผูกพัน เป็นความรัก ความหวัง และกำลังใจ ของพวกเขาเหล่านั้น

ครั้งเดียวคงไม่พอ อีกสักครั้งคงยังไม่พอเช่นกัน อบอุ่นไมตรีชาวบ้านป่า ประเพณีวัฒนธรรมอันสวยงาม ขอบคุณ..เปิดประตูสู่ผืนป่าอีสานตะวันตก สู่เส้นทางเรียนรู้นิเวศวัฒนธรรมภูผาแดง

ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ได้ในเว็บไซต์  http://www.sernbasinnews.com/

ศรายุทธ ฤทธิพิณ

ออฟไลน์ seeooo13

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
  • เรตติ้ง: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
แวะมาอ่านครับ.....
นอกจาก คาสิโนออนไลน์ จะเป็นแหล่งขุดทองของเหล่านักพนันแล้ว คาสิโนออนไลน์ ก็เป็นแหล่งทำเงินในการโชว์ตัวของดารานักร้องด้วย