....๑๒ ปี ราศีไศล เพื่อสิทธิชุมชน...วิถีสายน้ำ วิถีชีวิตคนจน....คือคุก
ไมตรี จงไกรจักร์
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(Pmove)
////

ป้าย ไพจิตร ศิลารักษ์ สวมเสื้อสีน้ำเงินและเสื้อกั๊ก ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีกรณีกรรมสิทธิ์ที่ดิน เมื่อการประชุมครม.สัญจรที่เชียงใหม่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา
“ป้าย เพื่อนร่วมต่อสู้เพื่อสายน้ำ ต่อสู้เพื่อสายธารแห่งหมู่บ้าน ต่อสู้เพื่อคืนฤดูกาล ฤ ท่านตอบแทนโดยการจองจำ” นี่คือคำที่เพื่อนๆมอบให้ ป้าย ก่อนเวลาที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
“ผมไม่รู้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกา จะตัดสินออกมาอย่างไร ในวันที่ 24 มกราคม นี้ แต่สิ่งที่ต้องบอกเพื่อรับรู้ร่วมกันว่ายังมีคนจนอีกจำนวนมาก ที่กำลังถูกรัฐใช้กระบวนการยุติธรรมเล่นงานอยู่กว่า 3,800 คดี บทลงโทษที่มักเกิดขึ้นกับคนจนเหล่านี้ มันเป็นความยุติธรรมของใคร กระบวนการยุติธรรมใช้เพียงปรากฏการณ์และมองการเดินขบวนของประชาชน เท่านั้นหรือ ? ผมยืนยันว่าหากไม่มีการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2543 ของชาวบ้านราษีไศล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดประตูเขื่อนราษีไศล และการเรียกร้องในครั้งนั้นก็เป็นเหตุที่นำมาสู่คดีนี้ ผมก็คงไม่ต้องตกเป็นนักโทษเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตรงกันข้ามเพราะมีการชุมนุมในครั้งนั้น ซึ่งนำไปสู่การเปิดประตูระบายน้ำ จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนกว่า 70,000 ชีวิต สามารถประกอบอาชีพเดิมอยู่ในชุมชนเดิมได้อย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน” ป้ายบอกเล่าให้เราฟัง อาจเป็นคำบอกเล่าต่อกระบวนการต่อสู้ของป้าย ก่อนเดินเข้าสู่การจองจำหากสังคม หรือกระบวนการยุติธรรมมีมาตราการลงโทษคนที่ปกป้องวิถีชีวิตตนเอง
“หากเวลาหมุนกลับได้ โดยไม่มีเขื่อนราษีไศล ชุมชนก็ไม่ต้องมีความขัดแย้ง ไม่มีความแตกแยก ครอบครัวจะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก มีที่ดินทำกินอย่างพอเพียงกับสมาชิกในครอบครัว มีป่าบุ่ง – ป่าทามให้เลี้ยงวัว – ควาย มีปลาสดๆ จากแม่น้ำมูนกินอย่างเต็มอิ่ม และผู้คนมีรอยยิ้มให้กันจากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 19 ปี (เขื่อนราษีไศลสร้างเสร็จและเริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่ปี 2536 – 2555) ใครบ้างได้ทำนาปีละ 2 ครั้ง ใครบ้างได้งานทำ ใครบ้างที่ร่ำรวยเงินทอง สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นเลย เห็นมีแต่ความยากจน ปนความขัดแย้ง ชุมชนแตกแยก วิถีชีวิตล่มสลาย บ้านช่องเหลือแต่คนแก่กับเด็กอยู่เฝ้า คนหนุ่มสาว คนวัยทำงานอพยพไปรับจ้างขายแรงงานในต่างถิ่น เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว” ป้าย ย้ำกับพวกเรา ในขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(Pmove)
๒๓ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๗.๐๐ น.ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(Pmove) จะร่วมสร้างพลังในการส่งต่อคนหนึ่งคนขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมหน้าศาลศรีษะเกษ พี่น้องจะไปนอนรอให้กำลังใจและเปิดเวทีการเรียนรู้ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนหน้าศาลากลางศรีษะเกษ ในหัวข้อ “คนดีติดคุก คนทุกข์นอนตะราง” โดยจะมีผู้เข้าร่วมเสวนาที่มาจากทั่วประเทศ ทุกคนผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ทุกคนนั่งนับเวลารอ ไม่วันใดก็วันหนึ่งเขาและเธอเหล่านั้นอาจกลายเป็นนักโทษ ที่ถูกกักขังอิสรภาพ แต่ไม่อาจกักขังอุดมการณ์เขาและเธอเหล่านั้นได้ พี่วัยศรี เล่าว่า “ฉันถูกฟ้องข้อหาทำให้โลกร้อน ฉันไม่รู้จะเอาอะไรมาจ่ายให้เขา ฉันคงต้องล้มละลายแน่นอน ลูกฉันจะเอาอะไรไปเรียน ครอบครัวฉันจะอยู่อย่างไรให้รอดจากภาวะเช่นนี้”
วิทยา อดีตนักโทษจากคดีบุรุกและทำให้เสียทรัพย์ “ที่ดินของปู่ ยกให้พ่อผม และตกทอดมาถึงผม มีใบจับจองเป็นของเรา วันดีคืนดีมีคนเอาไปออกเอกสารสิทธิ์ และแจ้งจับดำเนินคดีกับผม ผมติดคุกอยู่เป็นปี สุดท้ายได้พักโทษ และกระบวนการตรวจสอบยืนยันว่าเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบ DSI ก็ยืนยันเช่นนั้น ผมเลยต้องกลายเป็นนักโทษข้อหาบุกรุที่ดินตนเอง” วิทยาบอกเราในเครือข่ายฯ บุญมี เป็นผู้ถูกกล่าวหาอีกคนจากกรณีต่อสู้เพื่อปกป้องสายน้ำ ชีวิตของตนเองและชุมชนกรณีเขื่อนปากมูล แต่เขากลับกลายต้องถูกยัดเยียดข้อหา กบฎ เวทีจึงสะท้อนสังคมและกระบวนการยุติธรรมของไทย ตอบโจทย์การปรองดอง ของรัฐ และลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยได้ ฤา
เช้าวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ เริ่ม ๑๐.๐๐ น. เปิดเวทีเรียนรู้ กรณีความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่เกิดขึ้นเพื่อตอกย้ำรัฐบาลที่กล่าวอ้างเรื่อง สองมาตรฐาน เรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย แต่แล้วไซร์กรณีที่จะยกขึ้นมาเพื่อให้สังคมสาธารณะได้เรียนรู้ร่วมกันให้ประจักษ์แก่สายตาเชิงประจัก ใน ๔ กรณี ๑)กรณีชุมชนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคใต้ในจังหวัดสุราษฎธานี ที่เอกชนฟ้องแย่งสิทธิในที่ดินกับ สปก. โดยที่มีชุมชนอยู่ในพื้นที่และสร้างบังเกอร์ ที่ใช้แนวป้องกันการสู้รบขึ้นในชุมชนเพราะเอกชนใช้อาวุธสงครามในการข่มขู่คุกคามชุมชน เพื่ออยู่รอดเขาอาจต้องสร้างหลุมหลบภัย เกษตรกรไทยภายใต้รัฐบาลคนจน กรณีคดีคนจนในสวนป่าคอนสาร กรณีที่ดินในภาคเหนือ กรณีการออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบของจังหวัดอุบล “สังคมไทยควรเรียนรู้จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในพื้นที่ ที่ขาดการนำเสนอผ่านสื่อ ขาดการเชื่อมต่อทางการเมือง แต่ละกรณีผ่านกระบวนการเสนอการแก้ปัญหากับรัฐบาล ยังขาดการเหลียวแล”

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(Pmove) เคลื่อนขยับ เจรจากับการเมืองมากว่า ๕เดือน ตั้งแต่เริ่ม หาเสียง ลงปฏิญญาร่วมกันว่าเมื่อท่านเยียบย่างขึ้นสู่อำนาจ ท่านจะเร่งแก้ปัญหาคนจนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้หมดสิ้นไป “พวกเราเริ่มตั้งแต่รณรงค์ด้วยมอเตอร์ไซด์ จากภาคเหนือ และขบวนประชาชนจากทุกภาคในนาม Pmove ได้เคลื่อนเข้าเมืองหลวงและเจรจากับตัวแทนรัฐบาลในวันที่ท่านขึ้นรับตำแหน่งนายก และวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ เรามาทวงสัญญาอีกครั้งจากคนจนทั่วประเทศเพราะสาเหตุท่านไม่เหลียวแลคนจนเลย กว่า ๕ พันคน แต่ได้แค่สัญญากลับมาอีกครั้ง สุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕ เพราะเราประจักชัดว่าท่านไม่เหลียวชายตาหาคนจนตามที่ท่านกล่าวอ้างเลย เราเลยรุกคืบอีกครา ขบวนประชาชนทั่วประเทศหลั่งไหลไปเชียงใหม่ ครม.สัญจรคือเป้าหมาย ไม่มีสัญญานอะไรจากรัฐบาล ที่เพียงแค่ข้อเสนอเพื่อให้ท่านมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการเพื่อแก้ปัญหาคนจน พลังคนจนจึงสำแดงโดยไม่จำเป็น กว่า สามสิบคนได้รับบาดเจ็บเพื่อแลกกับคำสั่ง” นี่หรือรัฐบาลเพื่อคนจน บ่าย ๑๓.๐๐ น.ส่ง( ป้าย) นาย ไพจิตร ศิลารักษ์ ชึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาล จังหวัดศรีษะเกษ เพื่อรับคำพิพากษาศาลฏีกา กักขัง หรือ ยกฟ้อง พร้อมน้อมรับคำพิพากษา
คนจนจะอับจน หรือคนจนควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้แก่สังคมสาธารณะ จากการแก้ปัญหาของรัฐบาลและควรเป็นบทเรียนต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย สื่อมวลชนจะสื่อสารให้สังคมเข้าใจได้อย่างไร
//////
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
http://prachatai.com/journal/2004/09/370http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/show.php?Category=knowlege&No=1962http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=602:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14